สังยุตตนิกาย

สคาถวรรค

เทวปุตตสงยุต

นานาติตถิยวรรคที่ ๓

นานาติตถิยสูตรที่ ๑๐

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ณ กาลครั้งหนึ่ง เมื่อปฐมยามล่วงแล้ว พวกเทพบุตรผู้เป็นสาวกเดียรถีย์ต่างๆ เป็นอันมาก คือ อสมเทพบุตร สหลีเทพบุตร นิกเทพบุตร กาโกฏกเทพบุตร เวฏัมพรีเทพบุตร มาณวคามิยเทพบุตร มีวรรณงามยิ่ง ยังพระวิหารเวฬุวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผูมีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

อสมเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ส่วนที่ควรข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคปรารภถึงท่านปูรณะกัสสปว่า ครูปูรณะกัสสปเพียงแต่มองไม่เห็นบาปหรือบุญของตน ในเพราะเหตุที่สัตว์ถูกฟัน ถูกฆ่า ถูกโบย ถูกข่มเหง ในโลกนี้เท่านั้น ท่านบอกให้วางใจเสีย ท่านย่อมควรที่จะยกย่องว่าเป็นศาสดา ฯ

สหลีเทพบุตรได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคปรารภถึงท่านมักขลิโคศาลต่อไปว่า ครูมักขลิโคศาลสำรวมตนดีแล้ว เพราะรังเกียจบาปด้วยตบะ ละวาจาที่ก่อให้เกิดความทะเลาะกับคนเสีย เป็นผู้สม่ำเสมองดเว้นจากสิ่งที่มีโทษ พูดจริง ท่านมักขลิโคศาลจัดว่าเป็นผู้คงที่ไม่กระทำบาปโดยแท้ ฯ

นิกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคปรารภถึงท่านนิครนถ์นาฏบุตรต่อไปว่า ครูนิครนถ์นาฏบุตรเป็นผู้เกลียดบาป มีปัญญารักษาตัวรอด เห็นภัยในสงสาร เป็นผู้ระมัดระวังทั้ง ๔ ยามเปิดเผยสิ่งที่ตนเห็นแล้วและฟังแล้ว น่าจะไม่ใช่ผู้หยาบช้าโดยแท้ ฯ

อาโกฏกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคปรารภถึงพวกเดียรถีย์ต่างๆ ต่อไปอีกว่า ท่านปกุธะกัจจายนะ ท่านนิครนถ์นาฏบุตรและพวกท่านมักขลิโคศาล ท่านปูรณะกัสสปเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นศาสดาของหมู่ บรรลุถึงที่สุดในสมณธรรมแล้ว ท่านเหล่านั้นคงเป็นผู้ไม่ไกลไปจากสัตบุรุษแน่นอน ฯ

เวฏัมพรีเทพบุตร ได้กล่าวตอบอาโกฏกเทพบุตรด้วยคาถาว่า สุนัขจิ้งจอกสัตว์เลวๆ ใคร่จะตีตนเสมอราชสีห์ แม้จะไม่ใช่สัตว์ขี้เรื้อน แต่ก็มีบางคราวที่ทำตนเทียมราชสีห์ ฯ ครูของหมู่บำเพ็ญตัวเป็นคนแนะหนทาง แต่พูดคำเท็จ มีมรรยาท น่ารังเกียจ จะเทียบกับสัตบุรุษไม่ได้ ฯ

ลำดับนั้น มารผู้ลามกเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้วได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า สัตว์เหล่าใดประกอบแล้ว ในความเกลียดบาปด้วยตบะรักษาความสงบสงัดอยู่ ติดอยู่ในรูป ปรารถนาเทวโลก สัตว์เหล่านั้นย่อมสั่งสอนชอบ เพื่อปรโลกโดยแท้ ฯ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่านี้เป็นมารตัวร้ายกาจ จึงได้ทรงภาษิตคาถาตอบมารผู้ลามกว่า รูปใดๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกหน้า และจะอยู่ในอากาศ มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที รูปทั้งหมดเหล่านั้น อันมารสรรเสริญแล้ว วางดักสัตว์ไว้แล้ว เหมือนเขาเอาเหยื่อล่อเพื่อฆ่าปลาฉะนั้น ฯ

ลำดับนั้น มาณวคามิยเทพบุตร ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคปรารภถึงพระผู้มีพระภาคว่า ภูเขาวิปุละเขากล่าวกันว่าเป็นสูงเยี่ยมกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในพระนครราชคฤห์ เสตบรรพตเป็นเลิศกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่าหิมวันต์ พระอาทิตย์เป็นเลิศกว่าสิ่งที่ไปในอากาศ มหาสมุทรเป็นเลิศกว่าห้วงน้ำทั้งหลาย พระจันทร์เป็นเลิศกว่าดวงดาวทั้งหลาย พระพุทธเจ้าโลกกล่าวว่าเป็นเลิศกว่าประชุมชนทั้งโลก พร้อมทั้งเทวโลก ฯ

จบ นานาติตถิยวรรค ที่ ๓

รวมพระสูตรในนานาติตถิยวรรคที่๓ นี้ มี ๑๐ สูตร คือ สิวสูตรที่ ๑ เขมสูตรที่ ๒ เสรีสูตรที่ ๓ ฆฏิการสูตรที่ ๔ ชันตุสูตรที่ ๕ โรหิตัสสสูตรที่ ๖ นันทสูตรที่ ๗ นันทิวิสาลสูตรที่ ๘ สุสิมสูตรที่ ๙ และนานาติตถิยสูตรที่ ๑๐ ฯ
จบ เทวปุตตสังยุตต์